หน้าแรก | คุยกับเรา | นานาสาระเอามาฝาก | ฟาร์มโชว์ | ผลผลิตของฟาร์ม | cow boy สนทนา | ติดต่อเรา | แทนคุณแผ่นดิน | แผนที่ 
 
เที่ยวออสเตรเรียกับป่าลานฟาร์ม
              ก่อนอื่น ต้องขอสวัสดีทุกท่าน  ดิฉันขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ดิฉันชื่ออ้อมใจ  อินทร์เฉลียว ชื่ออาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคนคุ้นเคย  แต่ถ้าบอกว่าป่าลานฟาร์มทุกคนคงร้องอ๋อ เนื่องจากน้องๆ   ที่เป็นเจ้าของหนังสือ เขาต้องการให้เล่าเรื่องของวัวในประเทศออสเตรเรียให้ฟัง หลังจากกลับจากการไปดูงาน Beef  2006  AUSTRALIA จัดที่เมือง Rockhampton ซึ่งจัดงานกันสี่ปีมีงานครั้งหนึ่งป่าลานฟาร์ม
ได้รับเชิญจากเจ้าหน้าที่ของกรมปุสัตว์ ให้ไปร่วมงานด้วย  นำทีมโดย  พี่สมมาตร สุวรรณมาโจ และ  พี่อัญชลี ณ.เชียงใหม่   เดินทางออกจากรุงเทพในวันที่  31 พฤษภาคม  ถึง  BRISBANC ในวันที่ 1 เมษายน 2549  แล้วต่อไปที่ Rockhampton  โดยรถโคช  อีก 7 ชั่วโมงที่เราเลือกไปทางรถ เนื่องจากเราต้องการดูสองฟากทางที่เป็นฟาร์มคอมเมอเชียล      โดยมีคุณ   Fraser Macfarlane   และคุณ สุนิต์ ภรรยาชาวไทยเป็นผู้ต้อนรับที่นั่น  เป็นผู้นำเที่ยวชมงานและให้การต้อนรับ พวกเราอย่างดี
       ไปที่นั่นเราเป็นแขกที่เขาต้อนรับเราอย่าดี  เพราะคนไทยซื้อวัวเขายอะ  และเขาก็รู้ด้วยว่าเราชอบวัวแดง และชอบแดงมากๆ  ด้วยดังนั้นเขาจึงปรับปรุงพันธุ์เพื่อที่จะมาโชว์เราล้วนแล้วแต่สีแดง  แดงมาก  แดงมาย จนโทนสีไปใกล้เคียง  เดร๊ามาสเตอร์เลย  คนไทยไปเห็นเข้าแบบว่าถูกใจจริงๆเพราะคนไทยชอบแดงๆ  แต่ในส่วนตัวแล้วชอบวัวบราห์มันเทา เลยรู้สึกเฉยๆ  ก็เลยหาดูแต่วัวบราห์มันเทาในงานประกวด ก็ชอบมากบราห์มันเทาเขาพัฒนามาได้ดีมากถูกใจ
          ในวันงาน คุณโรเจอร์ได้เชิญ  คุณอัญชลี  ณ.เชียงใหม่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ของไทยไปมอบรางวัลแกรนด์แชมป์เพศเมีย นับว่าเขาให้เกียติเรามากแม้แต่ห้องน้ำ ดิฉันต้องการเข้าห้องน้ำ ก็เดินตามลูกศรไป  พอถึงจุดหนึ่ง ก็มีแยกแล้วลูกศรชี้สองทาง ว่าเป็นห้องน้ำสำหรับผู้สัมมนา   และห้องน้ำเฉยๆ ก็ดิฉันไม่ได้เข้าสัมมนานี่เพราะส่ง พี่สมมาตร กับ Dr.กัลยาไปสัมมนาเพราะเขาสองคนฟังภาษาอังกฤษได้ดีมาก  ฉันก็เดินลิ่วไปที่ห้องสุขาที่ใหนได้แม่บ้านไม่ยอมให้เข้า บอก ยูสัมมนา ดิฉันก็บอกว่าไม่ใช่ ดิฉันไม่ได้สัมมนา แม่บ้านก็ไม่ยอมท่าเดียว  ฉันก็ปวดมาก   สุดท้ายแม่บ้านพาฉันไปจนได้ห้องน้ำผู้สัมมนา  สะอาดมากๆๆๆ แล้วบอกว่า ยู อินเตอร์เนชัลแนล  อ๋อ  เกือบไม่รอด ฮ่าๆๆ 
          วัวที่เห็นในบ้านเมืองเขาเป็นวัวที่มีลักษณะอ้วนเตี้ยล่ำ    และเป็นวัวที่มีเนื้อมาก แม้กระทั้งวัวที่ส่งเข้าประกวด  ดิฉันเห็นบางตัวที่มีข้อบกพร่องที่ขาหลังแต่มีเนื้อเยอะมากๆๆ ก็สามารถเข้ารอบไปได้  ซึ่งแตกต่างกับการประกวดของ อเมริกาที่ดูจากวีดีโอและหนังสือนั้น วัวจะต้องสมบูรณ์ทุกสัดส่วนของร่างกายและอยู่บนตำแหน่งที่ถูกต้องสวยงาม   ส่วนเรื่องความสวยงามนั้นเมื่อเปรียบ กับ  อเมริกันบราห์มันนั้น ยังเทียบกันไม่ได้ ของอเมริกันบราห์มันจะสวยกว่า แต่ของเขาจะเป็นวัวที่เนื้อเยอะมากๆๆ  เขาจะนำสายแมนโซ่ของอเมริกามาปรับปรุงเป็นส่วนใหญ่  โดยดิฉันดูจากวัวที่เขาประกวดเขาจะแจ้งพ่อแม่พันธุ์มาด้วย  โดยเขาเน้นสายพันธุ์ที่เหมาะ กับบ้านเขาเมืองเขา  มาปรับปรุงพันธุ์ คือความเป็นหญ้าแลกเนื้อเพราะบ้านเขาหญ้าเยอะมากๆๆ

            เรื่องการเลี้ยงดูวัวจริงๆๆแล้ว เขาเลี้ยงวัวแบบง่ายมาก  โดยปล่อยไว้ในแปลงหญ้า ตลอดวันตลอดคืนไม่มีโรงเรือน กันแดด กันฝน  ส่วนแหล่งน้ำ นั้นได้จากกังหันลมค่ะ  สูบน้ำใต้ดินมาเก็บไว้ในแทงค์ที่แปลงหญ้าแล้วปล่อยให้วัวดื่มกิน และ 6 เดือนจึงไล่เข้าคอกจัดการครั้งหนึ่งเพื่อย่านมลูกและทำวัคซีน ชั่งน้ำหนัก และปล่อยตัวแม่กลับไป    ส่วนตัวลูกจะทำการฝึกเข้าคอก เป็นเวลา 2  สัปดาห์เพื่อให้เขารู้จักการเข้าคอก เวลาต้อนกลับ จะได้ง่าย ไม่แตกฝูง  เวลาเขาต้อนกลับ ก็ใช้ม้าและสุนัขเป็นตัวต้อนกลับเป็นฝูงตัวไหนแตกฝูง ก็จะมีสุนัขเก็บให้เข้าฝูง

 
           พื้นที่ในแต่ละฟาร์มเป็นหมื่นถึงเป็นแสนไร่ และมีวัวอยู่หลายพันตัวถึงหมื่นตัวอย่างฟาร์ม 
ทราทรัส ที่ออแกรนิคฟาร์มของเขามีพื้นที่สามแสนไร่และวัว 15,000 ตัว  ใช้คนงานเพียง 6 คนเท่านั้นเพราะเขาหาคนงานยากมากค่าแรงสูง ดังนั้นเขาทำงานหนักมากค่ะ แต่อุปกรณ์ช่วยก็มีเยอะมาก อย่างการติดอิเลคทรอนิคไอดีที่หูของวัวเพื่อที่เวลาบันทึกประวัติก็จะไม่ต้อง เสียเวลาจด   สามารถใช้เครื่องอ่านและบันทึกน้ำหนักได้เลย และมีการบันทึกชื่อพ่อแม่ลุกไว้ในฐานข้อมูลเลยค่ะ  คอกจัดการ เขาก็จะมีประตูกล    อุปกรณ์ต่างๆที่ทำให้ทำงานคนเดียวได้   เรื่องพวกนี้เขาคิดค้นไว้ได้ดีมากทำให้ใช้คนงานน้อยมากค่ะ    คอกจัดการจะประกอบด้วยคอกหลายๆคอกมีประตูกลในการคัดเลือกโค  และซองบังคับโคให้เดินไปตามเส้นทางที่กำหนด มีสเปรย์น้ำเพื่อพ่นให้วัวลดความเครียดก่อนจัดการ ซองที่เดินขนาดจะพอดีตัววัวคือไม่ให้เขากลับตัวได้   และทางจะเป็นเนินขึ้นสูงเพื่อไม่ให้วัวถอยหลัง วัวจะเข้าไปยืนในซองจัดการตามรูป   ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องชั่งน้ำหนัก,เครื่องอ่าน  และที่ทำวัคซีนติดเบอร์หูจนเสร็จก็ปล่อยวัวออกไป

             ส่วนเรื่องการทำวัคซีนนั้นทางฟาร์มบอกเราว่ามีทำอยู่   3 โรค  คือ แบล็คเลค  บาดทะยักและ.....  เนื่องจากออสเตรเรียเป็นเขตร้อนแห้งดังนั้นโรคจึงมีไม่มากนักส่วนการถ่ายพยาธิ นั้นไม่ต้องทำเพราะกินแต่หญ้า  กับหญ้า

          เรื่องเจ็บป่วยคงจะน้อยเพราะเขาอกว่าตัวไหนตายก็ตายไป    เพราะเขาปล่อยทิ้งไว้กลางทุ่งแบบนั้นหกเดือน นกอีกาเยอะมากร้องกันดังเชียว
 
            เรื่องพันธุกรรมนั้นดิฉันไม่แน่ใจเพราะ  ทางฟาร์มไม่ได้โชว์เรื่องพวกนี้ให้กับพวกเราดูว่าเป็นสายใดพ่อแม่คือใคร  น้ำหนักแรกคลอดน้ำหนักอย่านม   และตัวเลขทางพันธุกรรมต่างๆๆ  ไม่มีโชว์
มีบางฟาร์มเท่านั้นที่โชว์ใบรับรองพันธุ์กับเรา  เรื่องการผสมเทียม  ก็ไม่ได้โชว์ว่าใช้หรือไม่เพราะเขาบอกว่าเขาใช้พ่อคุมฝูง อัตราส่วน 1 :  30 เท่าที่ดูแล้ว การผสมเทียมคงเป็นไปได้ยาก หรือเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นอย่างเช่นวัวที่สำหรับใช้ประกวด  เพราะ เขามีวัวเยอะมากผสมเทียมคงไม่ไหวประกอบกับค่าแรงที่แพงมากๆๆ การใช้พ่อคุมฝูงน่าจะเหมาะที่สุด แต่ในหนึ่งแปลงมีพ่อหลายตัวนี่ซิ ไม่ทราบว่าจดทะเบียนกันอย่างไรเหมือนกัน  แต่ตัวที่ส่งเข้าประกวดจะมีประวัติพ่อและแม่พันธุ์ ครบค่ะ เรื่องการย้ายฝากตัวอ่อน (ET)  ก็มีบางฟาร์มทำค่ะ ก็จ้างบริษัททำค่ะ ไม่ได้ทำเองค่าใช้จ่ายสูงมากๆๆ  ดังนั้นวัว ETที่นั่นจะแพงมาก

 

            ราคาวัวของออสเตรเรียถ้าเป็นเกรดพ่อแม่พันุธุ์  ราคาจะแพงมากเพราะออสเตรเรีย      คิดค่าพันธุกรรมแพงมาก เช่น  คอมเมอเชียล(เลี้ยงเพื่อผลิตเนื้อ)    ของเราราคาตัวละ  1,500 เหรียญ (คูณคล่าวๆๆด้วย 30)  แต่วัวจากฟาร์ม Breeder  (ฟาร์มผลิตพ่อแม่พันธุ์)  ราคาจะแพงมาก   ลูกโคอย่านมมีราคาตั้งแต่ 3,500 เหรียญเป็นอย่างต่ำ ไปจนถึงหกหมื่นเหรียญ       และมักไม่ค่อยขายกันตามฟาร์ม เขาจะใช้วิธีประมูลแทนเพื่อให้ได้ราคาดี หรือบางฟาร์มดังๆๆก็เปิดประมูลที่ฟาร์มตัวเองเลย   ซึ่งเมืองไทยทำไม่ได้จัดประมูลทีไรโดนด่าทุกที จนน่าเบื่อหน่าย   แต่ที่เขาขายให้คนไทยเนื่องจากเขาต้องการส่งออกเพราะถ้าเขาทำส่งออกได้รัฐบาลเขาจะลดภาษีให้จะมีชื่อขึ้นเป็นผู้ส่งออกสินค้า  เนื่องจากที่นั่นเก็บภาษีแพงมาก  แต่เขาก็นำภาษีไปพัฒนาประเทศไดดีมากเช่นกัน 

 
          ในขณะที่คนออสเตรเรียเองเขาต้องประมูลเอาเท่านั้น ในเดือนตุลาคมของทุกปี   เขาเรียกว่า ..... ดังนั้นพ่อแม่พันธุ์ดีแพงกว่าเรา  แต่ของเมืองไทย ราคาแสนถูก  พันธุกรรมก็ดีเลิศมีการบันทึกการรับรองพันธุ์อย่างดี แต่ขายแพงกว่าราคาเขียงเมื่อไหร่โดนด่า  ทำให้ฟาร์มบรีดเดอร์ต่างๆๆ ท้อถอย  หมดกำลังใจในการที่จะพัฒนาสายพันธุ์        นี่คือข้อเสียเปรียบอีกอย่างหนึ่งของเมืองไทยที่ด้อยกว่าออสเตรเรีย  เพราะที่นั้น ฟาร์มคอมเมอเชียลเขา ก็ขายราคาตามราคาเขียง  และเขายอมจ่ายเงินแพงๆๆเพื่อประมูลพ่อแม่พันธุ์ของฟาร์ม  บรีดเดอร์  มาปรับปรุงพันธุ์ในฟาร์มของตนเองถึงแพงเขาก็ยอมเพราะถือว่าเขาซื้อพันธุกรรมที่ดีเข้ามา  แต่คนไทยไม่     จะให้ขายราคาเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนในการปรับปรุง ค่าพันธุกรรมลงไป  และนิยม    คัดพ่อพันธุ์ตัวที่ดีที่สุดในฝูงมาเป็นพ่อพันธุ์คุมฝูงต่อไปทำให้วัวเกิดเลือดชิด  คุณภาพของวัวด้อยลง   ตัวเล็กลงลักษณะข้อด้อยของวัวก็จะคงอยู่ในฝูง หรือบางที พ่อวัวที่ซื้อมาก็ใช้งานจนแก่ ใช้ผสมตั้งแต่แม่ ลูกหลานเหลนทีพ่อตัวเดียวกันไม่ยอมเปลี่ยนจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง ก็ทำให้เลือดชิดเช่นกัน  นี่คือข้อที่เราควรปรับปรุงต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่  พ่อพันธุ์ควรหาซื้อจากฟาร์มปรับปรุงพันธุ์  ใช้ได้สักสามปีก็เปลี่ยน พ่อ พันธุ์ เพราะลูกเขาเริ่มโตเป็นสาวแล้ว  อาจจะแลกเปลี่ยนกับฟาร์มอื่นๆๆก็ได้

          มีหลายท่านถามว่า   การที่มีผู้นำเข้าวัวเข้ามาหลายร้อยตัวแล้วนั้น   มีความคิดเห็นว่าอย่างไร  จริงๆๆแล้ววัวในเมืองไทยแม่วัวพื้นฐานดีๆๆยังมีน้อย  ดังนั้นการนำเข้าแม่พันธุ์ดีเข้ามาดิฉันถือว่าเป็นการนำพันธุกรรมดีเข้าบ้านเราน่าจะเป็นผลดีมากกว่า  แต่ขอให้นำเข้ามาเฉพาะเกรด พ่อแม่พันธุ์ดีเท่านั้น อย่านำคอมเมอเชียลเข้ามา(เกรดโรงเชือด)   ขอเท่านี้เพราะคอมเมอเชีลที่นั่นถูกมาก   ดังนั้นถ้าไปเหมาฝูงคอมเมอเชียลเข้ามา  กลไกลตลาดของประเทศเราเปลี่ยนไปแน่นอน    และก็ไม่มีประโยชน์เลยเพราะ   เกรดคอมเมอเชียล เป็นเกรดที่มีความหลากหลายสายพันธุ์มาก   แต่ข้อจำกัดของเกรด ฟาร์มปรับปรุงพันธุ์ คือราคาแพงมาก  ทำให้ผู้ที่มีกำลังซื้อของไทยไม่มากมายนักจนทำให้กลไกลของตลาดเสียไป    ดังนั้นไม่ต้องกลัวค่ะ  ถือว่าเอาพันธุกรรมดีเข้าบ้านเราเพราะ  ออสเตรเรีย หนักไปทางสายแมนโซ่   ซึ่งเขาเลือกให้เหมาะกับบ้านเมืองเขาเท่านั้นเอง  เรานำพ่อพันธุ์อเมริกันบราห์มันใส่เข้าไปเดี๋ยวก็สวยเองเพราะพื้นฐานแม่มีเนื้อเยอะอยุ่แล้ว  ดังนั้นสรุปว่าดิฉันเห็นด้วยกับการนำเข้าแม่พันธุ์ดี เกรดฟาร์ม  แต่สำหรับพ่อพันธุ์นั้น เมืองไทยสามารถเลือกใช้วิธีการผสมเทียมได้ และเลือกพ่อได้ดั่งใจเราดังนั้นจึงเห็นความจำเป็นน้อยกว่า   อีกอย่างพ่อพันธุ์ในเมืองไทยสวยๆๆที่รีดน้ำเชื้อขายมีเยอะมากๆๆ แล้วให้ลูกสวยพันธุกรรมนิ่งแล้ว โดยดูจากการถ่ายทอดลูกออกมานิ่งมากเหมือนพ่อทุกตัว ตรงนี้ดิฉันมีความมั่นใจมากกว่าเรื่องพันธุกรรมเพราะมีลูกออกมาให้เห็นกันแบบจะๆๆ  และดิฉันอยากจะบอกว่า  วัวแดงของออสเตรเรีย ยังสู้วัวแดงของไทยไม่ได้ ดีกว่าเราที่สีของวัวเท่านั้นที่เข้มเสียมากมาย จนน่าสงสัย       ยกเว้นหบราห์มันเทาเขาพัฒนามาได้ดีมากๆๆกล้ามเนื้อดีมาก  แต่ถามเขาว่ามีน้ำเชื้อหรือไม่ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มีใช้แต่ในฟาร์มเท่านั้น เพราะที่นั่นเขาใช้พ่อคุมฝูงดังนั้นน้ำเชื้อรีดมาแล้วจะขายให้ใครนอกจากจะส่งออก ซึ่งก็ยากเรื่องประชาสัมพันธุ์ จึงไม่นิยมรีดน้ำเชื้อขาย

 

บรรยากาศในงานประกวด 

         ทุกๆๆฟาร์มเตรียมตัวมาดีมากๆๆ เรื่องการจัดการสนามประกวด อุปกรณ์ที่ใช้ก็ดีมากมีที่อาบน้ำวัว มีลมเป่าให้วัวตัวแห้ง เพื่อเตรียมประกวด แต่ละตัวมีความสมบูรณ์มากๆๆ ก้นย้อยเนื้อเต็ม  เพราะเขาคัดเอา หนึ่งในหมื่นหนึ่งในพันตัวมาประกวด แต่ของไทย คัดมาจาก หนึ่งในห้าสิบตัวเท่านั้น ดังนั้น ฟาร์ม breeder   ของไทยไม่ได้ด้อยกว่าเขาเลยเพราะเราก็พัฒนามาจาก   น้ำเชื้อ อเมริกันบราห์มันเหมือนกัน  แต่ส่วนที่เราแตกต่างกับเขาคือภาพรวมทั้งประเทศ ต่างหาก เพราะฟาร์ม คอมเมอเชียลชองเขา แตกต่างจากฟาร์มบรีดเดอร์ไม่มากนัก แต่ของไทยวัวของฟาร์ม บรีดเดอร์ นั้นแตกต่างกันกับวัวของชาวบ้านมาก  ดังนั้นถ้า จะสู้เขาได้ ต้องพัฒนา คุณภาพของวัวพื้นบ้านของเราให้มีคุณภาพ  ทัดเทียมหรือใกล้กับฟาร์มปรับปรุงพันธุ์ เท่านี้เราก็สู้เขาได้แล้ว  เพราะตอนนี้ เรายังหลงทางกันอยู่ มองเรื่องความสวยงามมากกว่าเนื้อ  เริ่มคิดใหม่ทำใหม่เสียแต่วันนี้ ก็ยังไม่สายเกินแก้

            ในการประกวดเนื่องจากมีหลายสนามและหลายสายพันธุ์มาก แยกออกคนละสนามเลยแต่ในที่นี้จะพูดถึงแต่สนาม ประกวดบราห์มันเท่านั้น  เขาจะแบ่งแบกออกเป็นสองวงโดยวัวแดงประกวดกับแดง เทาประกวดกับเทา  กรรมการวงละหนึ่งคนตัดสินคนเดียว   แล้วจึงอันดับหนึ่งและสองของทุกรุ่น  ทุกสี   มาตัดสินหาแกรนด์แชมป์  โดยรวมแดงและเทาเข้าด้วยกัน  สำหรับเพศเมียตัวที่ได้คือบราห์มันเทา ส่วนเพศผู้ตัวที่ได้คือบราห์มันแดง ซึ่ดิฉันเองประทับใจในบราห์มันเทา  เพศผู้เขาหลายตัว แต่ไม่ได้รับรางวัลแกรนด์แชมป์

 

          ในงานประกวด  พี่อัญชลีกับอาจารย์สัมฤทธิ์  ได้ทดลองตัดสินควบคู่ไปกับกรรมการ ด้วย (นอกสนามเพราะเรานั่งกันติดขอบสนามเลย)  วัวที่พี่อัญชลีกับอาจารย์ ตัดสินไว้ก็ถูกต้อง ได้รับตำแหน่งเกือบหมดยกเว้นสองตัว คือบราห์มันเทาเพศผุ้ที่ขาหลังงอมากไปแต่เนื้อเยอะมากๆๆเราคิดว่ากรรมการคัดออกแน่ๆๆ แต่ไม่ใช่เขาได้อันดับสองของรุ่นได้เข้าไปชิงแกรด์แชมป์ด้วย  เพราะเขาให้คะแนนเนื้อไว้มากแล้ว แต่วัวตัวนี้เนื้อดีจริงๆๆแบบปฎิเสธไม่ได้  แต่พอเข้ารอบแกรนด์แชมป์ เขาก็ตกรอบเหมือนกันค่ะ ส่วนอีกตัวเป็นวัวแดง ดิฉันขอไม่บรรยาย แล้วกันค่ะแต่ว่าเราตัดสินผิดกันมาก เลยได้แต่นั่งหัวเราะกันค่ะที่ตัดสินพลาด   บรรยากาศโดยรวม ก็สนุกมากๆๆดิฉันเกาะติดขอบสนามถึงตอนเย็น ก็มีโชว์แฟมมิรี่ จากฟาร์มดังๆๆ น่ารักมากๆๆ  เอาพ่อแม่พันธุ์และลูกๆ  เดินตามกันเป็นพรวน เพื่อโชว์การถ่ายทอดลูกของพ่อพันธุ์ตัวนั้น  ตัวเล็กๆๆยังไม่อดนมก็มี  วัวตัวก็ตัวเล็ก  คนจูงก็ตัวเล็กเป็นลูกๆๆของเจ้าของฟาร์มที่เขาฝึกหัดลูกๆของเขาไว้แต่เด็กน่ารักมาก

 

อาหารสัตว์
   

เรื่องอาหารสัตว์  

             ออสเตรเรียใช้หญ้าเป็นอาหารหลักในการเลี้ยงวัวบราห์มัน หญ้าที่ใช้ก็มี หญ้าบัลฟเฟิ้ลแคระ หญ้ากรีแพนนิคและหญ้าโรส  ซึ่งมีในประเทศไทยทั้งหมด  แต่หญ้าบลัฟเฟิ้ลจะเป็นหญ้าบัฟเฟิ้ลแคระ เพื่อที่จะเป็น Standing hay  หรือหญ้าแห้งยืนต้นไว้สำหรับวัวกินในหน้าแล้ง โดยไม่ต้องอัดเข้าเก็บในโรงเรือน   ส่วนเมืองไทย หญ้าชนิดนี้ไม่เหมาะสมเพราะผลผลิตต่อไร่ต่ำมากเมืองไทยเรามีพื้นที่น้อย ต้องใช้พืชอาหารสัตว์ที่มีผลผลิตต่อไร่สูงๆๆ ค่ะ ต้องปลูกให้เหมาะกับบ้านเมืองของเราด้วยค่ะ  หญ้าหมักเขาจะหมักเป็นก้อนใส่ในถุงพลาสติก แบบใส้กรอกเลย  แล้วทิ้งหมักไว้ในไร่เวลากินก็กรีดถุงออก   ส่วนตระกูลถั่วก็มีและก็ต้นถั่ว  มาฮาต้า  ถั่วสไตโล  และที่พบมากเป็น เซอราโต้ค่ะ   

ส่วนข้าวโพดหมักเขาทำไว้ให้วัวนมค่ะ 

โรงอาหารสัตว์เขาก็ มีไว้สำหรับให้วัวขุนก่อนเข้าโรงเชือด วัตถุดิบคือเม็ดฝ้าย และเมล็ดข้าวฟ่างค่ะ

 

 
ต่อไปเป็นเครื่องทุ่นแรงฟาร์มนะคะ
   เครีองมือทุ่นแรงฟาร์มโคเนื้อ
อ.สัมฤทธิ์  อินทร์เฉลียว
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี
ป่าลานฟาร์ม    โทร  081-7806176
 
 
\                          การเลี้ยงโคเนื้อระบบอุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งเป็นสินค้าส่งออก  จำเป็นต้องนำเอาเทคโนโลยี และเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆนำเข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต  และที่สำคัญจะต้องลดต้นทุนการผลิตและสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาด  ระบบการเลี้ยงโคเนื้อในประเทศออสเตรเลีย  เป็นการเลี้ยงโคเพื่อการส่งออก ฟาร์มโคเนื้อแต่ละฟาร์มมีขนาดใหญ่  มีพื้นที่ตั้งแต่ 3,000 ไร่ – 350,000ไร่ต่อฟาร์มจำนวนวัวเนื้อตั้งแต่ 1,500 – 25,000  ตัว  ฉะนั้นการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มจำเป็นจะต้องใช้เครื่องจักร  เครื่องมือมาใช้ในงานฟาร์มจำนวนมากและใช้แรงงานจากคนน้อยที่สุด  เนื่องจากแรงงานฟาร์มหายากมากและค่าจ้างแพง  คนออสเตรเลียส่วนใหญ่จะไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากค่าแรงงานแพงกว่าในภาคการเกษตร    ฉะนั้นผู้เลี้ยงโคเนื้อในออสเตรเลียจึงเป็นแรงงานในครอบครัวเสียส่วนใหญ่    และได้นำเอาเครื่องจักรเครื่องมือมาช่วยทุนแรงในฟาร์มโดยได้จัดการวางแผนผังฟาร์มไว้อย่างเป็นระบบสะดวกในการปฏิบัติงานฟาร์มดังนี้
   
 

 1. คอกคัดสัตว์ (CORRALS)

 

                 คอกคัดสัตว์เป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ช่วยในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับโคได้สะดวก  เช่นการคัดสัตว์  การชั่งน้ำหนัก  การขนถ่ายโค  การทำเครื่องหมายประจำตัวโค  หรือการแยกฝูงโค  เป็นต้น  ในการปฏิบัติงานต่างๆเหล่านี้คอกสัตว์สามารถช่วยดำเนินการได้อย่างสะดวกโดยตัวโคไม่บอบช้ำ  ประหยัดเวลา  และผู้ปฏิบัติงานปลอดภัย  ฟาร์มโคเนื้อทุกฟาร์มจะมีคอกคัดสัตว์ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการดำเนินการที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติงาน ซึ่งภายในคอกคัดสัตว์จะมีช่องต่างๆ และวางประตูปิดเปิด  เข้าออกไว้อย่างเป็นระบบสะดวกในการไล่ต้อนเข้าปฏิบัติงาน

              ภายในคอกคัดสัตว์จะมีซองบังคับโคกว้างประมาณ 70-75 ซม.ปิดด้านข้างเพื่อไม่ให้โคเห็นขณะเดินเข้าซองซึ่งสะดวกในการไล่ต้อน  ด้านท้ายสุดจะติดเครื่องบังคับโค  (Squeeze)  ในการไปดูงานฟาร์มที่ฟาร์ม TARTRUS  เป็นฟาร์มที่เลี้ยงโค Commercial

            ผลิตเพื่อส่งออกจำหน่ายต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น  เลี้ยงโคเนื้อปลอดสารพิษ (Organic  Farm)  ขุนโคด้วยหญ้าล้วนๆ ไม่เสริมอาหารข้น  ไม่ใช้สารเคมีเลี้ยงโค  เนื้อวัวขุนด้วยหญ้าอย่างเดียวจะมีไขมันน้อย  ขายได้ราคาดีกว่าขุนด้วยอาหาร  ในฟาร์มนี้มีวัวจำนวน 15,000  ตัวใช้คนเลี้ยง 3 คน สุนัข 6  ตัว  และม้า 3 ตัว

 

   2.  ที่บังคับสัตว์ (Squeeze)

                 ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการตอนโค  ชั่งน้ำหนัก  ตัดเขา  ประทับตราเครื่องหมาย  ฉีดวัคซีน  ตัดแต่งกีบ  ติดเบอร์หู  หรืองานเล็กๆ น้อยๆ ที่บังคับโคจะมีประโยชน์มีทั้งแบบธรรมดาและติดตั้งระบบไฮโดรลิก  ที่บังคับโคจะมีประโยชน์อย่างมาก  เพราะจะช่วยลดแรงงานในการจับโคหรือล้มโคเพื่อการปฏิบัติงานต่างๆ และนอกจากนี้ยังช่วยลดความบอบช้ำของโคและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

 

3.  ช่องขนถ่ายสัตว์ (Loading  chute)

               ช่องขนถ่ายสัตว์นี้นับว่ามีความจำเป็นอย่างหนึ่งในการเลี้ยงโค  ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับคอกคัดสัตว์  เพราะจะใช้สำหรับการย้ายโคโดยรถยนต์ หรือรถบรรทุก  จะช่วยให้การนำโคขึ้นหรือลงจากรถบรรทุกได้ง่ายลดการสูญเสียน้ำหนักโค  และปลอดภัยต่อโคและผู้ปฏิบัติงาน  มีทั้งแบบติดตั้งถาวรหรือแบบเคลื่อนย้ายได้ช่องทางเดินจะมีความลาดเทพอที่โคจะเดินขึ้นลงได้ง่าย  ทางเดินจะมีไม้หรือแผ่นเหล็กขวางไว้เพื่อป้องกันมิให้โคลื่นล้ม  ช่องขนถ่ายโคมีความกว้างประมาณ 70 - 75 เซนติเมตร  และซองสูงประมาณ 120 - 130 เซนติเมตร

 

 4.  สว่านเจาะดิน 

                 ฟาร์ม Commercialของออสเตรเลียจะเลี้ยงแบบปล่อยลงแปลงแทะเล็มตลอด 24 ชั่วโมง  ไม่มีโรงเรือนสำหรับให้โคกินนอนอาศัย แต่จะพักตามพุ่มไม้ต้นไม้  มีอ่างเก็บน้ำในแปลงหญ้า  หรืออาจจะมีกังหันสำหรับสูบน้ำจากใต้ดินลงอ่างน้ำให้โคได้ดื่มกิน  บางฟาร์มจะต้อนโคเข้าคอกคัดสัตว์ปีละ 2 ครั้ง  เพื่อคัดแยกลูกโคหย่านม  ฉะนั้นจึงไม่ต้องใช้แรงงานคนเพื่อไล่ต้อนเลี้ยงโคแต่ละวัน  แปลงหญ้าจะล้อมรั้วลวดหนาม  แบ่งเป็นแปลงๆจึงจำเป็นจะต้องมีเครื่องเจาะดินเพื่อฝังเสารั้วลวดหนาม  เสารั้วลวดหนามจะเป็นไม้ยูคาลิปตัส และไม้สนเป็นส่วนใหญ่เสาจะเจาะรูห่างกันประมาณ 30 ซม. จำนวน 5-6 รูแล้วใช้ลวดหนามร้อยเข้าไปไม่ต้องตีตะปูติดเสาเหมือนบ้านเรา  และจะมีเสาขนาดใหญ่เพื่อดึงลวดหนามให้ตึงเป็นช่วงๆ

 

  5.  เครื่องสับอาหารหยาบ

                 ใช้สำหรับสับหญ้าแห้งให้เป็นชิ้นเล็กๆ  และผสมกับเมล็ดธัญพืช เช่น  เมล็ดข้าวฟ่าง  ข้าวโพดป่น  นำไปเทใส่ในรางอาหารโคซึ่งจะช่วยให้โคกินหญ้าแห้งได้หมดไม่เหลือทิ้งหรือหกหล่นสูญเสีย  และสามารถผสมคลุกเคล้ากับเมล็ดธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณภาพอาหารหยาบหรือหญ้าแห้ง  สามารถประหยัดแรงงานคน  เวลา  และเลี้ยงโคได้จำนวนมากๆ โดยทำงานเพียงคนเดียว